
ข้าพเจ้าได้อ่านบทความในนสพ.มติชนสุดสัปดาห์ คอลัมน์ธรรมชาติบำบัด เขียนโดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล หัวข้อ "สูตรโยเกิร์ต+มะนาว+น้ำผึ้ง" แล้ว มีความเห็นดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อที่ว่า
"ขี้ผึ้ง (wax) ที่ปนอยู่ในน้ำผึ้งช่วยระบายอุจจาระ" หมอโบราณระบุสรรพคุณของ น้ำผึ้งเก่าเก็บมากกว่า ๑ ปีจึงจะช่วยระบาย ข้าพเจ้ากินน้ำผึ้งใหม่ๆ ของแท้ๆ จากเกสรดอกไม้ ก็ไม่มีอาการระบายอุจจาระแต่อย่างไรข้อ ๒
"น้ำผึ้งจะทำให้โปรตีนของเนื้อเยื่อของแผลเปื่อยเปลี่ยนไปจากธรรมชาติ เพราะน้ำผึ้งจะฆ่าเชื้อโรค บริเวณแผลได้ดี" ข้อความนี้ดูเหมือนพูดไม่เต็มปากว่าเปลี่ยนไปอย่างไร ดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดี ทำไมโรงพยาบาลของรัฐ อย่างศิริราช และรามาธิบดี จึงใช้น้ำผึ้งในการสมานแผลผ่าตัด ผู้เขียนจะหลงประเด็นหรือไม่ การใช้น้ำผึ้งกับแผล ก็ไม่เหมือนการกินน้ำผึ้งเพราะน้ำผึ้งที่กินเข้าไปต้องผ่านขบวนการย่อย
ข้อ ๓
"โยเกิร์ตสร้างความระคายเคืองอย่างแรงให้กับลำไส้ เพราะเป็นปฏิกริยาภูมิแพ้ของผู้กิน" ในข้อนี้คงจะไม่ถูกต้อง เพราะโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส ซึ่งช่วยเก็บกวาดขยะในลำไส้
แพทย์มักแนะนำให้บุคคลที่ไม่มีน้ำย่อยแลคเตสดื่มโยเกิร์ต เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันการท้องเสีย ที่จะเกิดจากการดื่มนมวัว แล้วไฉนจึงกลายเป็นว่าโยเกิร์ตสร้างความระคายเคืองให้ลำไส้ งง ๆ ๆ
ชาวบัลแกเลีย ดื่มโยเกิร์ต และกินพริกเม็ดโตๆ เป็นอาหารประจำ ทำให้มีสุขภาพดี อายุยืนยาว แล้วไงขัดแย้งกับทฤษฏีของหมอบันจบ
ข้อ ๔
"การกินสูตรโยเกิร์ตเพื่อแก้ปัญหาท้องผูกเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด" ข้อนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าพูดถูก
ควรจะกินข้าวกล้อง ผักผลไม้ที่มีกากใย (fibre) เพื่อให้ขับถ่ายสะดวก
ข้อ ๕
"คุณศรีรัตน์ อดีตกรรมการชมรมอยู่ร้อยปีฯ เป็นคนชอบลองเรื่องใหม่ๆ อยู่เรื่อย เธอเคยตรวจ dark field ดูภาพลักษณ์ของเม็ดเลือดเมื่อ ๒ เดือนก่อนกินสูตรโยเกิร์ต ปรากฎว่าเธอมีเลือดสะอาดหมดจดจาก สิ่งตกค้างทั้งหลาย เพราะเธอกินผัก ข้าวกล้อง กินปลา ตามวัฒนธรรมไทยมาตลอด และไขมันในเลือด (คอเลสเตอรอล) ก็ต่ำกว่า 200 มก.%" ข้อนี้ข้าพเจ้าเห็นว่ามีความขัดแย้งกันเองของข้อมูล กล่าวคือ ถ้าเลือดสะอาดหมดจดจริง คอเลสเตอรอลควรจะต่ำกว่า 150 มก.% มิใช่ 200 มก.% เพราะค่ากลางของคอเลสเตอรอลในคนปกติเพิ่งจะปรับขึ้นเป็น 150-200 มก.% ในทศวรรษนี้ จากเดิมที่ตั้งไว้ในทศวรรษก่อนว่าไม่ควรเกิน 150 มก.% นอกจากนี้การกินปลา กินผัก ที่ทอดหรือผัด ด้วยน้ำมันพืชทุกชนิดก็มีส่วนทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้
ข้อ ๖
การที่คุณศรีรัตน์ใช้สูตรโยเกิร์ตผิด กล่าวคือ สูตรดั้งเดิม ให้ใช้ นมสดพร่องมันเนย ๒๐๐ cc. ผสมด้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ๑๐๐ cc.และน้ำผึ้ง ๑ ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันแล้วปล่อยทิ้งไว้ ๑๐ นาที
ที่อุณหภูมิห้องให้จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสขยายตัวเต็มที่ แล้วจึงค่อยเติมน้ำมะนาวครึ่งลูก แต่คุณศรีรัตน์กลับไม่ใช้นมสดพร่องมันเนยแม้แต่หยดหนึ่ง เธอใช้แค่ โยเกิร์ต+มะนาว+น้ำผึ้ง ย่อมทำให้
สารเคมีที่เข้าสู่ร่างกายไม่เหมือนกัน
ข้อ ๗
วัตถุประสงค์ของคุณศรีรัตน์ในการดื่มสูตรยานี้ ก็เพื่อระบาย ถ่ายสะดวก แต่วัตถุประสงค์ของ เจ้าของสูตร คือ อ.สุทธิวัสส์ คำภา คือ การล้างขยะออกจากลำไส้เล็กและหน่วยไต ด้วยการสร้างเอ็มไซม์
lipoprotein lipase ดังนั้นเมื่อล้างสะอาด แล้วก็เลิก เมื่อไรสกปรกก็ล้างอีก มิได้ให้กินติดต่อกันนาน ๒ เดือนอย่างที่คุณศรีรัตน์ได้ปฏิบัติ นอกจากนี้สูตรนี้ให้กินวันละ ๑ มื้อเท่านั้น แต่ข้อมูลก็มิได้บอกว่า คุณศรีรัตน์กินวันละกี่มื้อ
ข้อ ๘ ข้าพเจ้าและคนอื่นๆได้กินสูตรดั้งเดิมด้วยตนเองก็ไม่มีอาการท้องเสียแต่อย่างไร เพราะแลคโตบาซิลลัส จะทำให้ระบายต่อเมื่อมีขยะในลำไส้เท่านั้น
การที่บุคคลไม่กี่คนที่ทำผิดสูตรแล้วออกมากล่าวโทษสูตรยา ที่ผู้คิดค้นอย่าง อ.สุทธิวัสส์ คำภา ได้ให้ไว้เป็นธรรมทานนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ยุติธรรม ซ้ำเป็นการทำลายสูตรยาที่มีคุณค่าต่อมนุษยชาติอีกด้วย ข้าพเจ้าขอให้ท่านผู้อ่านไปค้นดูในพระไตรปิฎก ฉบับพระสูตร ที่กล่าวถึง พระพุทธเจ้าทรงเสวยยาถ่าย และหมอชีวกทำยาระบายถวายให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ทรงถ่ายพระบังคลหนักถึงวันละ ๑๐ ครั้งเป็นเวลา ๓ วันติัดต่อกัน ทำให้สังขารของพระองค์ปลอดโรคภัย
ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า "วิเรจนะ" เป็นการถ่ายโรคที่หมดจดกว่า colon detoxification ซึ่งแผนปัจจุบันนิยม
เพราะเหตุที่ ดีท็อกซ์ ทำได้เพียงครึ่งทางลำไส้ใหญ่ตอนล่างเท่านั้น