สถาบันวิจัยโรคเรื้อรังsite stats

hit counters
ข่าวการตายของนพ.สงวน จากโรคมะเร็งปอด และพญ.เพ็ญนภา จากมะเร็งท่อน้ำดี ในวัยไม่ถึง 60 ปี และเด็กวัยรุู่นอย่างศิราณี candidate The Star ที่ตายเพราะมะเร็งเม็ดเลือดขาว  และอีกหลายราย ที่ขอความช่วยเหลือมาทาง Forward email ทำให้ข้าพเจ้า ต้องเขียนบทความนี้ขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ เปิดเผยว่า ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของคนไทย ชายอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 68 ปี ส่วนหญิง อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 75 ปี (จากเดิม ชายอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 65 ปี หญิงอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 72 ปี) แต่ในอายุที่ดูยืนยาวขึ้นนี้มีโรคเรื้อรังแฝงอยู่ในทุกครอบครัว อาทิ มีผู้ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์จำนวน 665,287 คน พบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยไม่ทราบสาเหตุ โดยอายุ 60-64 ปี อัตราเฉลี่ยการพบ ร้อยละ 1, อายุ 65-69 ปี พบร้อยละ 2 , อายุ 70-74 ปี พบร้อยละ 4 , อายุ 75-79 ปี พบร้อยละ 8, อายุ 80-85 ปี พบร้อยละ 16 และอายุ 86 ปีขึ้นไป พบร้อยละ 32 ทั้งนี้ สถิติที่พบในปี 2548 พบว่าผู้หญิงมารักษาใน โรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน จำนวน 1,053 ราย ส่วนผู้ชาย มีจำนวน 618 ราย

นอกจากนี้ยังมีโรคเบาหวานอีก 3 ล้านคน คนที่เป็นเบาหวานและความดันเลือดสูงโดยไม่รู้ตัวอีก 9 ล้านคน
มีเด็กๆ เป็นโรคไต และไตวายเรื้อรังอีกจำนวนมาก จนมหาวิทยาลัยแพทย์ของรัฐบาล ต้องตั้งหน่วยงาน วักกะวิทยาเด็กขึ้นมา

ข้าพเจ้าไม่อยากจะจินตนาการถึงประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าเลย เพราะมองไม่เห็นว่าคุณภาพชีวิต จะดีได้อย่างไร  อายุ 25 ปีก็ตายด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแล้ว อายุ 30 ปีก็เริ่มเป็นมะเร็งกันแล้ว แพทย์ส่วนใหญ่มองว่ามลภาวะทางอากาศ น้ำและอาหาร ตลอดจนความเครียดและขาดการออกกำลังกาย เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง    จริงครับ ข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธคำกล่าวนี้ แต่ทำไมกระทรวงสาธารณสุขไม่วิจัยหา สาเหตุที่แท้จริง ทำไมต้องรอฝรั่งตาน้ำข้าววิจัย แล้วมาบอกว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

ข้าพเจ้าเคยติดต่อทางเว็ปไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของรัฐบาล สสส. ตลอดจนมูลนิธิที่สสส.สนับสนุน ยกประเด็นเรื่องน้ำมันพืชเป็นพิษในระยะยาว ให้ทำการวิจัยก่อนที่จะสายเกินแก้ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ
(ข้าพเจ้าจึงเปิด blog ที่ท่านอ่านอยู่นี้ขึ้นเพื่อเตือนภัยแก่ผู้มีบุญจะอยู่ต่อไปโดยไม่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง)
ทุกฝ่ายคิดว่าไม่ใช่ธุระ ตาบ๊องส์คนนี้พูดอะไรไม่ได้เรื่อง ไม่เข้ากับวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันเลย
Ego ทั้งนั้นคนเป็นหมอ แล้วไง คนเป็นหมอก็ตายเพราะโรคมะเร็งก่อนเกษียณอายุใช่ไหม  แล้วข่าวแบบนี้ จะไม่ให้ชาวบ้านเขากลัวมะเร็งจนขี้หดตดหายได้อย่างไร หมอรู้วิธีดูแลสุขภาพดีที่สุดแต่หมอก็ไม่รอด
ที่ข้าพเจ้าได้ข่าวมายังมีหมออายุ 30 ปี++ ตายเพราะมะเร็งอีกมากแต่ไม่เป็นข่าวกัน

ข้าพเจ้าเคยเขียนบทความในเว็บนี้เตือนแล้วว่าน้ำมันพืชเติมไฮโดรเจน หรือฝรั่งเรียกว่า Trans fat เป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งทุกชนิด  เพราะมะเร็งจะเกิดได้ต้องใช้เวลาก่อกลายพันธุ์เป็น 10 ปี หลังจากเกิดเนื้องอกขึ้นในร่างกาย ในช่วง 10 ปีนี้แหละหากร่างกายขาดสารอาหารเพราะลำไส้เล็กและไตไม่ดูดซึม ถ้าเป็นแผลภายในร่างกายก็จะกลายเป็นแผลมะเร็ง เพราะน้ำเหลืองเสีย แผลไม่ปิดไม่สมาน

วิธีดูว่าใครจะเป็นมะเร็ง (cancer) หรือไม่ให้ตรวจดูน้ำเหลืองของตนเองว่าทำงานปกติหรือไม่ ตรวจอย่างไรหรือ วิธีง่ายๆ สังเกตว่าแผลเล็กเท่าปลายเข็มใช้เวลาหายคืนสภาพเดิมกี่วัน มีหนองหรือไม่ แต่หลังจากเกิดบาดแผลแล้วต้องล้างน้ำสะอาดใส่ยาแดง หรือทิงเจอร์ไอโอดิน เหมือนคนทั่วไปทำนะ ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยแล้วแผลติดเชื้อ ก็จะตรวจดูน้ำเหลืองไม่ได้ ปกติแล้วแผลเล็กๆ ควรจะหายได้ภายใน 3-5 วัน แต่ถ้า 7 วันก็ไม่หายมีน้ำเหลืองเยิ้ม หรือ กลัดหนอง ก็เป็นสัญญาณเตือนภัย

บางคนอาจเถียงว่า "ไม่ใช่เลย นั่นมันโรคเส้นเลือดฝอยอักเสบเรื้อรังต่างหาก"  ครับจะเรียกชื่ออะไร ไม่สำคัญ เพราะน้ำเหลืองที่มาทำให้แผลหายนั้นมันผิดปกติแล้ว แผลภายนอกหายช้าอย่างไร แผลภายใน
ก็หายยากกว่า เพราะไม่มียาจะทาแผลภายในได้

ถ้าคนไทยยังเห็นแก่ลิ้นในปาก อยากได้รสอาหารทอด ผัด ที่เอร็ดอร่อยต่อไป รับรองว่าอีก 20 ปีข้างหน้า
ประชากรของไทยจะลดลงจาก 63-64 ล้านคนในปัจจุบันแน่ๆ เพราะคนแก่ก็ตาย คนหนุ่มสาวก็ตายก่อน จะเป็นคนแก่ เด็กๆ ก็ตายก่อนเป็นหนุ่มสาว แล้วก็จะเหลือใครกันนอกจากแรงงานต่างด้าว

คนต่างด้าวที่มาใช้แรงงานในไทยจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีรั้วติดกัน ล้วนเป็นคนบ้านป่า "กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น" เห็นยอดต้นไม้อะไรๆ ก็เด็ดมากินได้ อาหารก็ผักจิ้มน้ำพริก ไม่มีของทอด ของผัด ให้ดูตัวอย่าง ปู่เย็น คนอายุยืน 108 ปีเมืองเพชรบุรี จับปลาในแม่น้ำเพชรบุรีได้ก็เอามาปิ้งมาย่าง ไม่เคยทอด ไม่เห็นแกเป็นโรคมะเร็งแมลงเลย  น้ำมันในปลาโอเมก้า 3 หรือ 6 ก็ไม่เสียดายทิ้งไปกับการย่าง การปิ้ง   อาจารย์หมอ อารีย์ วชิระมโน ผู้หายจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยธรรมชาติบำบัดก็ให้สัมภาษณ์ว่า เลิกกินน้ำมันทุกชนิดกับโปรตีน เพราะเป็นปัจจัยให้มะเร็งไม่หาย

เด็กๆ ในยุคนี้มีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นโรคมะเร็งสูงขึ้นเพราะเหตุว่า กินนมแม่ที่มีน้ำเหลืองเสีย ข้าพเจ้ามิได้ว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาเป็นสิ่งที่ผิด แต่โบราณนั้นเวลาเศรษฐีคหบดี หรือกษัตริย์ จะหาแม่นมให้ลูก ก็ต้องคัดสรรพิถีพิถันมาก มีการตรวจสอบน้ำนมว่ามีคุณสมบัติเป็นยาบำรุงร่างกาย หรือเป็นพิษแก่บุตรตน นอกจากนี้ยังต้องให้ว่าที่แม่นมกินยาประจุน้ำเหลืองเสีย ออกไปจึงจะทำหน้าที่ได้

ปัจจุบันสตรีไทยแต่งงานช้า หรือไม่ก็มีบุตรช้า พออายุ 25-30 ปีก็เป็นเนื้องอก เป็นมะเร็งแล้วไม่รู้ตัว คนไทยเริ่มกินน้ำมันพืชเติมไฮโดรเจนมาประมาณ ๓๐ ปีกว่า ดังนั้นคนอายุ 25-30 ปีจึงได้รับ น้ำมันพืชมาตลอดชีวิต ช่วงหนึ่งจากน้ำนมแม่ พอคลอดออกมาก็จากอาหารที่กินเข้าไป

น้ำนมคือน้ำเหลืองประเภทหนึ่ง ก็ถ่ายทอดให้บุตร บุตรโตขึ้นมาก็เลยเป็นมะเร็งตายด้วยอายุไม่ถึง 30 ปี
แต่มิใช่แค่น้ำนมแม่ที่ไม่บริสุทธิเป็นปัจจัยเสี่ยง อาหารประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ทอดด้วยน้ำมันพืชและ ปรุงด้วยน้ำมันเจียวหอม ที่คนทุกอาชีพนิยมเพราสะดวก ประหยัดเวลา ประหยัดเงินในกระเป๋า อิ่มท้อง
ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนอายุไม่ถึง 30 ปีต้องตายเพราะโรคมะเร็ง เพราะกินมาตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียน
แม่ไม่ว่างทำกับข้าวก็ชงบะหมี่กินเป็นอาหารหลัก อาหารประจำ

ถ้าใครตรวจน้ำเหลืองตนเองดูแล้ว ไปพบแพทย์ตรวจหามะเร็งแล้วเจอ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจรักษา ด้วยเคมีบำบัด หรือฉายแสง ให้ดูผู้ฉลาดอย่าง นักร้องฉายา "ยอดรัก สลักใจ" ไม่ยอมทำคีโม ยอมกินยาหม้อ ทนยารสขม ฝาดเฝื่อน ก็ยังอยู่ได้อีกหลายปี ถ้าทำคีโมอาจจะเหลืออายุไม่กี่เดือน และที่สำคัญอายุที่เหลือก็อยู่ในห้องของโรงพยาบาลเท่านั้น  ดูคุณหมอทั้งสองคน ว่าที่นักร้องอีกหนึ่งคนที่ยกมาตั้งแต่ต้นบทความ ล้วนตายด้วยพิษคีโมรอบสองทั้งนั้น น่าสงสารจริงๆ

ยาหม้อสมุนไพร แม้จะกินแล้วไม่ตรงกับโรคมะเร็งที่เป็น แต่ก็ไม่ด่วนเีสียชีวิต ยายของเพื่อนคนหนึ่ง ท่านเป็นมะเร็งในมดลูก ไม่ยอมผ่าตัด ฉายแสง คีโม กินยาหม้อ ใครว่าที่นั่นดีก็ไปเอามากิน กินไปกินมาไม่หายแต่ก็ไม่ตาย อยู่ต่อได้ 20 ปี ในขณะที่เพื่อนๆ ของยาย ทำทุกอย่างทั้งผ่าตัด ฉายแสง คีโม ตายหมดใน 2-5 ปี  นี้เป็นอุทธาหรณ์ให้ท่านทั้งหลายพิจารณา

© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help