สถาบันวิจัยโรคเรื้อรังsite stats

hit counters
มีแพทย์จำนวนหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่า อวัยวะบางอย่างสามารถตัดออกได้โดยไม่มีผลกระทบต่อ การทำงานของร่างกาย เช่น ถุงน้ำดี ไส้ติ่ง มดลูก เป็นต้น  ซึ่งคนทั่วไปรู้สึกค้าน เพราะการเอาอวัยวะบาง อย่างออกไปทำให้การทำงานของร่างกายผิดแปลกไปจากเดิม  เช่น การผ่าตัดถุงน้ำดีทิ้งไป ทำให้ท้องอืด ตลอดเวลา เพราะร่างกายไม่มีที่กักเก็บน้ำดี เวลากินอาหารเข้าไป น้ำดีก็หลั่งออกมาได้น้อย การย่อยอาหาร ก็ผิดไปจากเดิม ทำให้ท้องอืด ในขณะที่การผ่าไส้ติ่งออกไปทำให้ท้องเสียง่ายขึ้นกว่าก่อนผ่าตัด และการ ผ่าตัดมดลูกออกไปทำให้ร่างกาย แก่เร็ว เนื้อหนังเหี่ยวย่น เร็วกว่าปกติ

สถิติการผ่าตัดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทุกครั้งที่มีการผ่าตัด ธนาคารเลือดจะต้องหาสต๊อคเลือด เข้ามาเตรียมไว้เพื่อฉุกเฉินเสมอ ปัจจุบันมีผู้บริจาคเลือดจำนวนมากขึ้นแต่ก็ไม่พอเพียงต่อความต้องการ
เพราะเหตุที่มีการผ่าตัดมากมายเสมือนหนึ่งว่าการผ่าตัดเป็นยารักษาโรคตัวหนึ่งก็ว่าได้

ถ้าท่านได้อ่านบทความประวัติย่อ หมอชีวก โกมารภัจจ์ จะพบว่าคนโบราณนั้นจะอดทนกินยาสมุนไพร ต่างๆ ก่อน เมื่อไม่หายและทรมานนานวัน หรือมีอันตรายถึงชีวิตจึงตัดสินใจผ่าตัด ดังคำสอนในพุทธศาสนา ที่ว่า"ยอมสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ ยอมสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต  และยอมสละชีวิตเพื่อรักษาคุณธรรม"

หรือแม้แต่วิธีการปรุงยา หมอโบราณนั้นจะเข้าป่าเก็บยา ตามตำรับที่พิจารณาว่าเหมาะสมและรักษาโรคให้
กับผู้ป่วยได้ ในช่วงเวลานั้น ตัวอย่างเช่น บางตำรับมีดอกไม้สมุนไพรที่จะออกดอกเฉพาะฤดูหนาว  และถ้าขณะนั้นเป็นฤดูร้อน หรือฤดูฝน ก็ต้องเปลี่ยนตำรับยาให้เหมาะสมกับเวลา เนื่องจากหมอโบราณ สมัยก่อนจะเดินทางไปรักษาคนป่วยในที่ต่างๆ เหมือนพระธุดงค์ ที่จาริกแสวงหาแหล่ง สัปปายะเหมาะแก่ การทำความเพียร ไม่มีการสะสมกักตุนสมุนไพรไว้เหมือนร้านขายยาในปัจจุบัน  เว้นแต่เป็นยาหลัก ที่บรรเทาโรคทั่วๆ ไปในวงกว้างได้

การรักษาโรคให้ผู้ป่วยหนักก็จะทำเป็นบุคคลเป็นรายๆ ไป โดยจะเฝ้าไข้ดูอาการโรคโดยตลอด คำนึงถึงทุกๆ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อโรคและร่างกายของผู้ป่วย  การรักษาโรคก็จะตกลงกติกากับผู้ป่วย ในเรื่องการอดทน อดกลั้น อดของแสลง รวมทั้งค่าตอบแทนหมอ เป็นเบื้องต้นก่อน ถ้ายอมรับได้จึงลงมือ รักษา

แม่ของเพื่อนคนหนึ่งอายุ ๗๒ ปีตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่โรงพยาบาลสังกัดอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง อาจารย์หมอเจ้าของไข้แนะนำให้ไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชนที่ตนทำงานพิเศษอยู่  แต่เนื่องจาก เพื่อนมีอาีชีพข้าราชการจึงเบิกค่าใช้จ่ายได้จำกัด มิได้ไปโรงพยาบาลเอกชนตามที่แนะนำ  จะเป็นด้วยวิบากกรรมหรืออย่างไร เข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลเดิมกับแพทย์คนอื่น ผลลัพธ์ก็คือ ผู้ป่วยต้องฉีดยาละลายเลือดข้นไปตลอดชีวิต เพราะตอนที่ผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ออกมาแขวนไว้นอกท้องนั้น แพทย์ได้งดยาละลายลิ่มเลือดไปก่อนผ่าตัด ทำให้เกิดปัญหาตามมาหลังผ่าตัด

อีกรายหนึ่งเป็นชายวัยประมาณ ๖๐++ ป่วยด้วยโรคอัมพาต นั่งรถเข็น แพทย์ตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ ระยะ็ต้นจากการถ่ายอุจจาระมีเลือดปน แพทย์ได้คลิัป ชิ้นเนื้อไปตรวจ (biopsy) และต่อมาได้ผ่าเอาเนื้องอก ออกไป  หลังจากนั้นแพทย์ ก็นัดใหม่เพื่อผ่าตัดเอา ลำไส้มาแขวนข้างนอกท้องเหมือนรายแรก โดยแพทย์ กล่าวกับผู้ป่วยว่าแผลเดิมสมานแล้ว เพียงแต่์เป็นห่วงว่าเชื้อมะเร็งไม่หมด อาจจะลุกลามจึง นัดผ่าเป็นรอบที่ ๒

เฉพาะการผ่าตัดทั้งสองรายที่โรงพยาบาลเดียวกันนี้ แต่แพทย์คนละคนกันก็ทำให้เกิดปัญหาระยะยาวได้ทั้ง คู่  ในรายแรกคนไข้มีรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่แพงและตลอดชีวิต  ในรายที่ ๒ คนไข้เคลือบแคลงว่า เหตุใดแพทย์จึงไม่ทำให้เรียบร้อยในครั้งแรก ทำให้คนป่วยในลักษณะเหมือนคนพิการต้องมาผ่าตัดซ้ำและ ที่สำคัญไม่รู้ว่าคนป่วยร่างกายจะรับไหวหรือไม่

แพทย์ที่ชอบสั่งผ่าตัด โดยคิดว่าการเอาเนื้อร้ายออกไปจะทำให้ผู้ป่วยสามารถอยู่รอดไปได้อีกระยะหนึ่ง เป็นความคิดที่ผิด  เมื่อมีการผ่าตัด แพทย์ต้องให้ยาที่รักษาโรคด้วยและยาฟื้นฟูสุขภาพด้วย ดังตัวอย่าง ชายคนที่เป็นอัมพาตที่ได้รับการผ่าตัดครั้งแรกไปแล้ว แผลลำไส้ภายในสมานแล้ว แพทย์ควรจะแนะนำ ให้กินยา หรืออาหารที่ป้องกันการกลับมาของมะเร็งลำไส้ใหญ่ เช่น ผักหนอก (ใบบัวบก) ซึ่งมีสารต้าน มะเร็งลำไส้ใหญ่ และห้ามคนไข้กินอาหารที่มีน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ห้ามอาหารมีโปรตีนสูงเพื่อป้องกันโรค

ในคนไข้ที่เป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี แทนที่จะตัดถุงน้ำดีออกและทำให้คนป่วยต้องท้องอืด ต้องกิน ยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อไปตลอดชีวิต แพทย์ควรให้ยาเพื่อเลื่อนการผ่าตัดออกไป และแนะวิธีการป้องกันการเกิดนิ่วใน ถุงน้ำดี เช่น กินมะขามเปรี้ยวเพื่อฟอก เลือด กินแอปเปิ้ลวัน ๑-๒ ลูก กินหัวกระเทียมสด หัวหอมแดงสด สับปะรด มะเม่า เสาวรส ฯลฯ แทนน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี และเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็น lipid และ protein ที่มีสาร ปนเปื้อนและเป็นต้นเหตุของคอเลสเตอรอล (lipid+protein = lipoprotein) ที่ก่อให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี

ข้าพเจ้าคิดว่าในปัจจุบันแพทย์เป็นนักเทคนิคมากเกินไปเพราะมีเวลาให้คนไข้น้อย กล่าวคือ คนไข้มีมาก แต่แพทย์มีจำนวนน้อย ทำให้แพทย์ต้องวินิจฉัยแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ แท้จริงแล้วผู้ประกอบโรคศิลปะ ต้องมีทั้ง ศาสตร์และศิลปะ ในการรักษาโรคเหมือนอย่าง หมอชีวก โกมารภัจจ์ ในครั้งพุทธกาล มีเวลา ดูแลคนไข้ สังเกตอาการโดยตลอด  

ในปัจจุบันคงจะเพิ่มจำนวนแพทย์ไม่ได้มากเพราะใช้ทุนรอนมากในการผลิตแพทย์แต่ละคน และระบบ สาธารณสุขก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปในชนบท จากเดิมที่มีหมอพื้นบ้านคอยให้การรักษา ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้อง เข้าเมืองไปโรงพยาบาลทุกครั้งที่ป่วย  ปัจจุบันกระทรวงสธ.ไม่ให้ความสำคัญกับหมอโบราณหรือ หมอพื้นบ้าน สังเกตได้จากการออกกฎหมายการห้ามหมอโบราณใช้เครื่องมืออย่าง เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ หูฟัง เครื่องวัดความดันเลือด ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถมีไว้ใช้ที่บ้านได้

นอกจากนี้มองย้อนกลับไปในอดีต การกีดกันคู่แข่งทางการแพทย์ก็ไม่รุนแรง เหมือนกับปัจจุบันที่แพทย์ กุมอำนาจ ทั้งด้านออกกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมาย ล้วนอยู่ในกระทรวงสธ.  ในรัชกาลที่ ๕-๖ กรมหลวงชุมพรฯ หรือ หมอพร ก็เป็นหมอโบราณที่มี กล้องจุลทรรศน์ใช้ในสมัยนั้นเพื่อวิจัยและตรวจ วินิจฉัยโรค ไม่เห็นมีกฎหมายห้ามใช้เครื่องมือในการช่วยรักษาโรค อาจเพราะผู้ปกครองประเทศไทย ในสมัยก่อน มีใจกว้าง มีเมตตา กรุณา สงสาร ผู้ป่วย มุ่งรักษาโรคประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ของตน

ข้าพเจ้าเชื่อว่าการผ่าตัดไม่่มีผลกระทบต่อร่างกายผู้ป่วยในระยะยาว ถ้าหากสิ่งที่ตัดออกเป็น ต้นเหตุ ความเจ็บป่วย หรือเป็นบางส่วนของอวัยวะธาตุดิน ๒๐ ประการได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ ...............เยื่อในสมอง ดังเช่น หมอชีวกผ่าตัดให้คนป่วยในอดีต  เมื่อใดการผ่าตัดนั้นเป็นเพียงบรรเทา อาการโรค หรือ ซื้อเวลาให้คนป่วย ผลกระทบในระยะยาวก็คงไม่มีอีกเหมือนกัน เพราะคนป่วยอยู่ได้แค่ ระยะสั้นๆ ดังนั้นคนป่วยจักต้องคิดให้รอบคอบว่า การผ่าตัดนั้นจะคุ้มค่าเพียงใด กับเงินทองและอวัยวะ ที่สูญเสียไป  ตลอดจนความทุกข์ทรมานในช่วงสุดท้ายของชีวิต อันเป็นผลจากการขาดอวัยวะที่ตัดออกไป




© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help