ชีวก โกมารภัจจ์ เกิดจากนางสาลวดี ซึ่งเป็นหญิงงามเมืองแห่งกรุงราชคฤห์ และถูกนางทิ้งไว้ที่กองขยะ แต่เจ้าชายอภัย ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร ได้พบและนำไปชุบเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม
ต่อมาเมื่ออายุได้ ๑๖ ปีก็ทราบความจริงเกี่ยวกับตนเอง จึงตัดสินใจเรียนวิชาแพทย์เพื่อช่วยเหลือคน ได้แอบไปเรียนวิชาที่สำนักทิศาปาโมกข์ เมืองตักศิลา ซึ่งห่างไกลจากกรุงราชคฤห์มาก เรียนอยู่ ๗ ปีก็ สำเร็จหลักสูตรของอาจารย์อทรียะ มีความสามารถถึงขั้นผ่าตัดสมองเพื่อรักษาโรค จึงกลับสู่มาตุภูมิ เพื่อรักษาคนป่วย ต่อมาได้เป็นแพทย์รักษาพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า และเคยเดินทางไปรักษา พระเจ้าปโทเลมีแห่งอียิปต์
ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระอาการไม่ค่อยสบาย หมอชีวก ได้วินิจฉัยพบว่า ในพระนาภีของ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีอุจจาระธาตุลามก จำเป็นต้องประจุพิษออก แต่เนื่องจากพระองค์มีอายุมาก ถ้าเสวย ยาถ่ายซึ่งมีรสร้อนจะทำให้ร่างกายอ่อนแรงและอาจมีอันตราย หมอชีวกได้เก็บดอกบัวมา ๓ ก้านแล้วอบ ด้วยตัวยาสมุนไพรอย่างแรง หลังจากนั้นก็ขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าสูดกลิ่นดอกบัวนั้น ดอกบัวก้านแรก ทำให้พระองค์ถ่ายพระบังคลหนัก ๑๐ ครั้งในวันแรก ในวันที่ ๒ และ ๓ ต่อมาก็ถ่ายวันละ ๑๐ ครั้งรวมเป็น ๓๐ ครั้งด้วยกัน เมื่อพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ชำระอุจจาระธาตุลามกออกสิ้นแล้ว ก็ทรงมี ความสุขสบายสังขารเป็นปกติตลอดมา
อีกครั้งหนึ่งหมอชีวก ได้ผ่าตัดกระโหลกศีรษะของเศรษฐีในกรุงราชคฤห์และรอดตาย คำวินิจฉัยของ บรรดาแพทย์อาวุโสคนอื่นๆ ว่าจะตายภายใน ๕ วัน ๗ วัน โดยหมอชีวกได้เจรจากับเศรษฐีก่อนผ่าตัด ว่าจะยอมนอนตะแคงซ้าย ๗ เดือน ตะแคงขวา ๗ เดือน นอนหงาย ๗ เดือนได้หรือไม่ เมื่อเศรษฐีรับปาก ก็ให้บริวารของเศรษฐีมัดร่างไว้กับเตียงอย่างแน่นหนา พร้อมวางยาเพื่อระงับความเจ็บปวด แล้วลงมือ ผ่าตัดคีบเอาสัตว์ ๒ ตัวออกจากศีรษะ ตัวหนึ่งเล็ก ตัวหนึ่งใหญ่ ทั้ง ๒ ตัวล้วนเจาะกระโหลกเพื่อจะ กินมันสมองของท่านเศรษฐี หากมันกินสมองแล้วก็ต้องตายเป็นแน่แท้การที่แพทย์คนอื่นวินิจฉัยว่าจะตายใน ๕ วันก็เพราะเห็นว่าสัตว์ตัวใหญ่จะกินสมอง ในขณะที่แพทย์ที่วินิจฉัยว่า ๗ วันตายก็เพราะเห็นสัตว์ตัวเล็ก จะกินสมอง เมื่อคีบสัตว์ทั้ง ๒ ออกแล้วก็ทายาประสานกระโหลก เข้าด้วยกัน เย็บหนังศีรษะให้สนิท ทายา สมานแผล แล้วจึงแก้มัดให้ แล้วให้นอนนิ่งๆ ตะแคงขวา ตะแคงซ้าย นอนหงายตามลำดับ แต่ใช้เวลานอน เพียง ๒๑ วันเท่านั้น
อีกครั้งหนึ่งลูกชายเศรษฐีเมืองพาราณสี ป่วยเป็นโรคลำไส้พิการ มีอาการอาหารไม่ย่อย อุจจาระปัสสาวะ ไม่สะดวก ทำให้ร่างกายซูบผอม หมอชีวกได้รักษาด้วยการผ่าท้องตรงจุดลำไส้ และตัดไส้ที่พิการนั้นออก ใส่ยาแล้วเย็บบาดแผล ให้ยาสมานแผลจนหายเป็นปกติ
ต่อมาพระเจ้าจัณฑปัจโชติ เมืองอุจเชนี ทรงประชวรด้วยปันฑุโรคาพาธ ร่างกายเหลืองไปทั้งพระองค์ พระเจ้าจัณฑปัจโชติเคยให้แพทย์ที่เก่งๆ ในสมัยนั้นรักษาก็ไม่หาย จึงขอความช่วยเหลือมายัง พระเจ้าพิมพิสาร ขอยืมตัวหมอชีวก ไปรักษา ก็ทรงหายประชวร
ประวัติหมอชีวก ได้ถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฏกอย่างละเอียดเนื่องจากได้รักษาพระพุทธเจ้าและ พระสงฆ์จำนวนมาก ในครั้งพุทธกาล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ปลงอายุสังขารแล้ว ก็ไม่ยอมเสวยยา ที่หมอชีวกปรุงให้ แม้ว่าหมอชีวกในครั้งนั้นได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันก็จริง แต่ก็น้อยใจที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ยอมเสวยโอสถ จึงหลีกลี้หนีเข้าป่าไป ไม่มีใครทราบประวัติต่อจากนั้น ตราบจน หมดอายุขัย
บางตำราระบุว่าได้พบพระธาตุของหมอชีวก ซึ่งหมายความว่าท่านได้สำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์ ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก บ้างก็ว่าท่านเคยตั้งสัจจาอธิษฐานที่จะเกิดมารักษาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกหลายพระองค์ข้างหน้า