ปัจจุบันประชากรร้อยละ ๗๐ ของไทยกำลังเป็นโรคอ้วน กล่าวคือ เป็นโรคอ้วนกันตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงวัยรุ่น วัย ๓๐ – ๔๐ ปี ส่วนคนในวัยทอง (๔๐-๖๐ ปี) ร้อยละ ๙๐ เป็นโรคอ้วน ยกเว้นเพียงบางคนที่อาจจะป่วย เป็นโรคเรื้อรังจนผอมซีดไป ในคนชรา (๖๐ ปีขึ้นไป) ก็ป่วยเป็นโรคอ้วนและโรคต่างๆ ที่โรคอ้วน นำมาให้ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอัมไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคไทรอยด์ ฯลฯ
โรคอ้วนมีส่วนสัมพันธ์กับไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia) ในคนอ้วนมักพบว่ามีเอ็นไซม์ lipoprotein lipase สูงสามารถย่อยสลายไตรกลีเซอร์ไรด์ และไลโปโปรตีน เข้าสะสมในเนื้อเยื่อร่างกายได้เร็ว ในขณะที่คนผอมมักจะ มีเอ็นไซม์ตัวนี้ต่ำ เราจึงมักพบคนผอมที่มีคอเลสเตอรอลสูงด้วย
รศ. พญ. สุภาวดี ลิขิตมาศกุล คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เขียนบทความ “ปัญหาโรคอ้วนในเด็กในประเทศไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ให้ทราบและตระหนักถึงอุบัติการณ์ และแนวโน้มของปัญหาโรคอ้วนในเด็ก และวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน ๒) ให้ทราบถึงสาเหตุ ผลกระทบ และภาวะแทรกซ้อนที่จะก่อให้เกิดปัญหาในสุขภาพของโรคอ้วน และ ๓) ให้ทราบถึงการดูแลและ แนวทางการป้องกันโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น (จากวารสาร คลินิก เวชปฏิบัติปริทัศน์)
พญ. สุภาวดี พบว่าปัญหาโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นทั่วโลก มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในรอบ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา ในประเทศไทยจากข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขก็พบว่า เด็กไทย อายุ ๕-๑๕ ปี อ้วนร้อยละ ๕.๘ ในปี พ.ศ.๒๕๓๓ และขยับสูงขึ้นเป็นร้อยละ ๑๓.๓ ในปีพ.ศ.๒๕๓๙ โดยพบในเขตเมืองมากกว่าชนบท กรุงเทพฯและภาคเหนือพบเพิ่มขึ้นมากที่สุด ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเขตชนบทพบว่าเพิ่มน้อยที่สุดคือ ร้อยละ ๔.๓ ในปีพ.ศ. ๒๕๔๑ มีการศึกษาในชุมชนวัดมะกอก กทม. พบว่าเด็กอ้วนร้อยละ ๑๔.๗ มากกว่าภาวะทุพโภชนาการ (ขาดอาหารกิน ผอมแห้งแรงน้อย) ที่พบเพียงร้อยละ ๖ ภาวะโรคอ้วนนี้เกิดกับ ประชาชนทุกๆ ฐานะไม่ว่าจะจนหรือรวย
ข้อมูลสาธารณสุขพบว่า คนไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ กินอาหารไขมันเพียง ๑๘ กรัมต่อวัน (ร้อยละ ๘.๙ ของพลังงานที่ได้รับทั้งหมดต่อวัน) ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ และ ปี ๒๕๔๒ พบว่าคนไทยกินอาหารประเภทไขมันเพิ่มขึ้นเป็น ๔๒-๔๕ กรัมต่อวัน (ร้อยละ ๒๒-๒๖ ของพลังงานที่ได้รับทั้งหมดต่อวัน) ส่วนอาหารประเภทโปรตีนและพลังงาน (คาร์โบไฮเดรต) รวมต่อวันประมาณ ๑,๘๐๐-๒,๐๐๐ แคลอรี่ต่อวัน มิได้เพิ่มขึ้นจากปีสถิติปี พ.ศ.๒๕๐๕ แต่อย่างใด
พญ. สุภาวดีกล่าวถึงผลกระทบทางด้านร่างกายของการบริโภคไขมันเพิ่มขึ้น ดังนี้
- เด็กๆ เป็นหนุ่มสาวเร็วขึ้น เด็กหญิงมีประจำเดือนครั้งแรกอายุ ๑๐-๑๑ ปี จากเดิม ๑๒-๑๓ ปี (คนโบราณ ๑๕-๑๖ ปี)
- เกิดความผิดปกติในการเผาผลาญน้ำตาลและเกิดโรคเบาหวาน
- เกิดความผิดปกติของไขมันในเลือด (hyperlipidemia)
- เกิดความผิดปกติของตับ (hepatic steatosis) และ นิ่วในถุงน้ำดี (cholelithiasis)
- เกิดความดันโลหิตสูง (hypertension and pseudo-tumor cerebri)
- เกิดปัญหาการหายใจขณะนอนหลับ (obstructive sleep apnea)
- เกิดปัญหาโครงสร้างกระดูก (orthopedic complications)
- เด็กหญิงจะมีระดูไม่ปกติ และเมื่อเติบโตเป็นนางสาว ก็จะมีบุตรยาก (polycystic ovarian syndrome)
เป็นที่น่าสังเกตว่า คนไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคนไทยในภาคอี่นๆ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า วัฒนธรรมการกินของคนอีสาณ ยังคงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไม่มาก อาหารส่วนใหญ่ก็จะปิ้งและย่าง ไม่ทอด ส่วนผัก ก็ยังจิ้มน้ำพริกกินสดๆ ไม่นำไปผัดน้ำมันเหมือนอย่าง คนในเมือง
ความเจ็บป่วยทั้ง ๘ ข้อข้างต้น ชี้ได้ว่าน้ำมันพืชที่คนไทยกินอยู่ทุกวันนี้มีพิษภัยซ่อนอยู่มากเพียงไร เพราะถ้าสังเกตดูพฤติกรรมการกินของ คนเมืองก็มิได้เปลี่ยนแปลงไปในรอบ ๕๐ ปี จะมีก็แต่การเปลี่ยน น้ำมันหมู หรือ น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันพืช (ปาล์มผสมแล้วผ่านกรรมวิธีเติมเคมี) เป็นสำคัญ และอีกปัจจัย หนึ่งคือ คนไทยใช้เครื่องทุ่นแรงมากขึ้น เดินน้อยลง อาศัย รถเครื่อง บันไดเลื่อน ลิฟต์ มากขึ้น
ความผิดปกติในข้อ ๒ ถึง ๘ ข้างบนจะทำให้สุขภาพของคนไทยรุ่นใหม่ย่ำแย่กว่าที่เราจะคาดถึง เพราะปัจจุบันนี้ยังไม่เห็นยาที่รักษาให้หายขาด มีแต่บรรเทาอาการเท่านั้น ตราบใดที่คนไทยไม่เลิกกิน น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี อนาคตคนไทยคงมีผู้ป่วยโรคเรื้อรังกัน ๘ ใน ๑๐ คน โปรดอย่ามองว่าอาหารขยะ มีแต่ในห้างชื่อฝรั่งเท่านั้น เพราะอาหารต่างๆ ที่ไม่เคยเป็นโทษในอดีตก็กลับกลายเป็นภัยในปัจจุบันไปแล้ว เช่น กล้วยแขกทอด (ในอดีตใช้น้ำมันมะพร้าวทอดไม่เป็นโทษ แต่ปัจจุบันใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี)
คนไทยในอดีต ตลอดจน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และชาวโปลีเนเชี่ยน (เช่น ฮาวาย) ใช้น้ำมันมะพร้าว ตั้งแต่บรรพกาล ไม่ปรากฎว่าเป็นโรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง โรคมะเร็ง หรือ โรคต่างๆ ตามข้อ ๑ - ๘ ตั้งแต่เริ่มใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีมากว่า ๓๐ ปี ก็มีโรคเรื้อรังเกิดขึ้นมากมาย รายละเอียด โปรดดู บทความเรื่อง "น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีกำลังคุกคามสุขภาพคนไทย" ใน Blog นี้
การที่เป็นโรคอ้วนมิอาจรักษาให้หายขาดได้นั้น เพราะเมื่อน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเข้าสู่ร่างกายคนที่อุณหภูมิ ๓๗ องศาเซลเซียส ก็จะเหนียวหนึบจับตามลำไส้เล็ก -ใหญ่ เมื่อนานเป็นสิบปีไขมันก็จะจับเม็ดเลือด เมื่อเม็ดเลือดผ่านหน่วยไต ไขมันก็จับเส้นเลือดฝอยในไต ทำให้คนป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง จำนวนเพิ่ม ขึ้นทุกปีๆ เมื่อลำไส้เล็กและหน่วยไต ทำงานประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารที่ละลายน้ำต่ำลงๆ เรื่อยๆ ก็ทำให้สมองต้องสั่งการให้กินอาหารมากขึ้นเพื่อชดเชยสารอาหารที่ขาดไป จากการสำรวจในปัจจุบัน พบว่าคนไทยต้องดื่มนมถึง ๔ แก้วต่อวัน เพื่อให้ร่างกายได้แคลเซี่ยมตามที่ต้องการ ทั้งนี้เพราะการดูดซึม
แคลเซี่ยมในน้ำนม มีประสิทธิภาพต่ำนั่นเอง
ยิ่งคนไทยกินปริมาณอาหารมากขึ้นๆ ก็ยิ่งทำให้โรคต่างๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย เพราะอาหารทุกจานมีน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีปนอยู่ ขนมต่างๆ เช่น ช็อคโกแลตก็มี Trans fat
กระทรวงสาธารณสุข จะต้องประกาศเตือนให้ประชาชนทราบพิษภัยของน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ที่มีการใช้โซดาไฟฟอกสี มีการเติมไฮโดรเจนเพื่อกันเหม็นหืนง่าย แต่ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่ไตมนุษย์ต้อง ขับออก การเติมไฮโดรเจน ทำให้น้ำมันพืชไม่อิ่มตัวกลายเป็น Trans fat ซึ่งอิ่มตัวสูง กลายเป็นภาระหนัก ของไต
นอกจากนี้รัฐบาลควรจัดรณรงค์ให้เหมือนกับการลดอุบัติเหตุในช่วงปีใหม่และสงกรานต์ และออกระเบียบ หรือกฎหมาย ให้ผู้ผลิตน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ระบุในฉลากข้างขวดว่ามี การเติมไฮโดรเจน หรือ ระบุว่า Trans fat เหมือนอย่างที่สหรัฐอเมริกา มลรัฐนิวยอร์ค มีเทศบัญญัติห้ามร้านอาหาร ภัตตาคาร ใช้ Trans fat ในการปรุงอาหาร และฉลากข้างขวดน้ำมันพืชและขนมต่างๆ ต้องระบุว่ามี Trans fat หรือไม่
ข้าราชการสธ.โปรดอย่าวางเฉย ต่อไปภายหน้ากระทรวงสธ.อาจถูกฟ้องร้องข้อหา ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ได้ ถ้า้หากคนไทยป่วยเป็นโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีคนพิสูจน์พบว่า น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีคือต้นเหตุ
โปรดอย่ารอถึงวันนั้นเลย ขอให้เห็นแก่การใช้งบประมาณในการรักษาพยาบาลที่นับวันจะหนักข้อขึ้น เรื่อยๆ และพรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ ที่ผู้เสนอร่างกฎหมายต้องการให้มีการป้องกันโรคมากกว่า เยียวยารักษาภายหลัง